เรื่องน่ารู้ ของในหลวง

posted on 11 Jan 2012 13:56 by mynameistap
มีเรื่องน่ารัก ๆ ของในหลวงมาเล่าให้ฟังให้พวกเราได้รับทราบ
ในพระจริวัตรของท่าน เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์
ท่านจะเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่เป็นประจำ>
โดยเฉพาะชาวบ้านต่างจังหวัดจะโชคดีกว่าเรานักที่ได้มีโอกาส่
ชื่นชมพระบารมีของในหลวงได้ใกล้ชิดและบ่อยครั้งกว่าคนใน
กรุงเทพมากนัก จึงมีเรื่องของในหลวงมาเล่าให้ฟัง
ฟังแล้วเชื่อว่าทุกคนจะต้องอมยิ้มกันทุกคนแน่

เรื่องที่ 1. วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของ
> > ท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวง
> > มากมายพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระ
บาทหลวงที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบ
พระบาทแล้วก็เอามือของแก่มาจับพระหัตถ์ของในหลวง
> > แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดว่า
> > ยายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมายแต่ในหลวงก็ทรง
> > เฉย ๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร แต่พวกข้าราชบริภารก็
มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัย
> > หรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิง
> > ชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะ
> > พระองค์ทรงตรัสว่า " เรียกว่ายายได้อย่างไร
> > อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก "
> >
> > เรื่องที่ 2. พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเยี่ยม
> > เยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มา
> > เข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า
> > " แขนเจ็บไปโดนอะไรมา " ชายคนนั้นตอบว่า " ตก
สะพาน " แล้วในหลวงทรบรับสั่งกลับไปอีกว่า " แล้วแขนอีกข้าง
หนึ่งละ " ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า " แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลง
ไปด้วย ตกข้างเดียว " ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล
> >
> > เรื่องที่ 3. พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่
> > ทางภาคใต้ คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดิน
> > เป็นกรด มีความเค็ม พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้านที่
มาเฝ้ารับเสด็จว่า " ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม "
> > ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า
> > " ไม่เคยชิมซักที " ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่
> > ตามเสด็จว่า " ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ "
 

4. ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุด แห่งนึง มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่นายกฯคนปัจจุบัน บังอาจถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์ เพื่อใช้สิทธิ์สร้างความแค้นเคืองใจให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร ในหลวงทรงตรัสว่า "ไม่เป็นไรหรอก หากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้ หรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง)ก็ได้" ท่านพูดเสียงเรียบๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลย พูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้น ให้นายกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก เคยมีคนถามผมว่า นับถือใครมากที่สุด คิดถึงคนแรกและคนเดียวเลยคือ ในหลวง ท่านเหนือกว่ากษัตริย์ใดในโลกหล้า ยิ่งใหญ่กว่าวีรบุรุษคนใดในตำนาน มีคุณธรรมประเสริฐล้ำเทียบพระโพธิสัตว์ ขอถวายความจงรักภักดีจนกว่าชีวีจะหาไม่

5.เราจับได้แล้ว ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
....
ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ "ก้าวไกลไทยทำ" วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538
"The BOI Fair 1995 commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej's reign" (Board of Investment Fair 1995 BOI)
หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น "พิภพใต้ทะเล" โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด "Magic Vision" น้ำลึก 20,000 league จะมีช่วงให้แลเห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆ สีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า ถ้าใครจับปลาได้เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไ ม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า "เราจับได้แล้ว" พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ "อยู่ในนี้" ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้...

6.
หมึกไม่ออก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนงค์รัตน์ สุขุม ........
วันที่ 19 กรกฎาคม 2526 เป็นวันพระราชทางปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่นายกสโมสรอาจารย์จะเป็นผู้ดูแลถวายปากกาให้ทรงลงประปรมาภิไธย แต่ในปีนั้น ดิฉันในฐานะอุปนายกสโมสรอาจารย์ได้รับหน้าที่นี้แทน ก่อนจะเสด็จประราชดำเนิน เราก็ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง อย่างระมัดระวังที่สุด โดยเฉพาะปากกาลองกันหลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่
พอเสด็จฯ มาถึงท่านก็ทรงลงประปรมาภิไธย ปรากฏว่าทรงจรดปากกาลงไปแล้วแต่ไม่มีหมึกออกมา เราก็ตกใจมากเลย ไม่รู่จะทำยังไงดี นึกในใจว่าเป็นความบกพร่องของเราแน่ๆ ลองมากไปจนหมึกหมด ดิฉันก็เลยถวายกระดาษทิชชูเปล่าๆ ที่อยู่ในมือให้ท่าน เพื่อจะให้ท่านทรงเช็ดปากกา แต่ท่านทรงพระเมตตามากเลย สีพระพักตร์ที่ท่านมองดิฉันเหมือนกับจะตรัสว่า "ไม่ต้องตกใจ" แล้วก็ทรงนำปากกามาลองที่มือดิฉันที่มีกระดาษทิชชู่ ปรากฏว่าหมึกออก จากนั้นก็ทรงหันไปลงพระปรมาภิไธยในสมุด พอท่านเสด็จพระราชดำเนินไปแล้ว ทุกคนก็รีบเข้ามาดูกระดาษที่ทรงลองปากกาแผ่นนั้นกันใหญ่ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ บอกว่า
"
พี่ๆ ขอหน่อยเถอะพี่ จะเอาไปเป็นมงคล" ก็เลยแบ่งให้อาจารย์ไปส่วนหนึ่ง...

7.
ทุกข์ยามดึก
พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยสำนักงานโครงการพระดาบส อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข .....การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ จึงทรงทราบความลำบาก ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว
ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอกดคีย์ ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่ง ออกอากาศมาเป็ฯการแก้เหงา ก็มีที่จัดได้ว่าโชคดี คือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ "ปทุมวัน" กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถ หาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า "โปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อ เก็บอาหารสำรอง สำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้"

 

วิพากย์

posted on 25 Dec 2011 10:25 by mynameistap
สอนคิดวิพากษ์… จำเป็นสำหรับเด็กไทย

.ดร.เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

 

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสาร สามารถผ่านเข้ามาให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว ผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กและเยาวชนจะรู้วิธีจัดการกับข้อมูลความรู้ ได้อย่างถูกต้องเนื่องจากเด็กและเยาวชนไทยยังขาดทักษะการคิด” อยู่มาก ทำให้ความสามารถในการกลั่นกรองข้อมูลมีน้อย จึงเกิดความสับสนได้ง่าย ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรเชื่อ ไม่ควรเชื่อ สิ่งใดควรรับ ไม่ควรรับ

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องปลูกฝังทักษะการคิดให้เด็กและเยาชนไทย โดยทักษะการคิดสำคัญที่ควรปลูกฝัง ในยุคข้อมูลข่าวสารนี้ คือ การคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งหมายถึง ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนอ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลัง และพยายามเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางต่าง ๆ ที่แตกต่าง เพื่อให้สามารถได้คำตอบที่สมเหตุสมผล” การคิดเชิงวิพากษ์จะป้องกันเด็กและเยาวชน ไม่ถูกหลอกด้วยข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากทักษะการคิดดังกล่าว จะช่วยในการสืบค้นความจริง ไม่เชื่อคล้อยตามข้อมูลที่ได้รับมา อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อยอด และเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

ในบทความนี้ จึงเป็นการนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนการคิดเชิงวิพากษ์ระดับสถานศึกษา โดยมีเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นช่วงวางรากฐานการพัฒนาทักษะการคิด กล้าคิด กล้าพูด สามารถหาข้อสรุป และทางออกของปัญหาได้อย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ได้ มีจุดยืนชัดเจน แต่มีความยืดหยุ่น ไม่ด่วนสรุป รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ดังนี้

จัดเป็นวิชาพัฒนา ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์” ขึ้นมาโดยเฉพาะ

การจัดการสอนควรมีการพัฒนากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์อย่างเป็นระบบ  โดยกำหนดเป็นวิชาบังคับที่ผู้เรียนต้องผ่านการเรียนวิชานี้ โดยในการเรียนการสอนวิชานี้ ขั้นเริ่มแรก ฝึกการตั้งคำถามเบื้องต้น (Use effective questioning strategies) การตั้งคำถามเป็นกระบวนการเริ่มต้นของการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อหาเหตุผลหลักฐานที่ชัดเจน หาเหตุผลมาสนับสนุน โดยที่คำตอบอาจจะไม่มีเพียงคำตอบเดียว ขั้นต่อมา ฝึกการพูด และฝึกเขียนอย่างไม่เป็นทางการ ในห้องเรียนผู้สอนอาจใช้วิธีการตั้งคำถาม จุดประกายประเด็นปัญหาขึ้นมา แล้วให้ผู้เรียนตอบ หรือให้ผู้เรียนอ่านเอกสารวิชาการ แล้วจดประเด็น และตั้งคำถามจากสิ่งที่อ่าน และให้จับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสุดท้าย ฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ผ่านการฝึกคิดเพื่อแก้ปัญหา (Problem solving) เป็นการฝึกประสบการณ์ทางความคิดของผู้เรียน เป็นการฝึกการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อแก้ปัญหาโดยพิจารณาจากหลายปัจจัยที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา เป็นการไม่ด่วนสรุปว่าปัญหามาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง การฝึกคิดเชิงวิพากษ์ผ่านการแก้ปัญหานั้น เป็นวิธีการหนึ่งที่เป็นพื้นฐานไปสู่ การวิจัย เพื่อค้นหาคำตอบ

ฝึกทักษะการคิดวิพากษ์ในการทำโครงงานศึกษา

การศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นระดับการศึกษาที่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นสร้างองค์ความรู้ใหม่ ผ่านการทำโครงงานต่าง ๆ แบบง่าย ซึ่งการทำโครงงานจะช่วยฝึกให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่คำตอบที่ต้องการ โดยอาจเป็นคำตอบใหม่ มีความหลากหลาย โดยไม่ปักใจเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยครูผู้สอน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการนำทิศทางและให้คำปรึกษาการจัดทำโครงงาน ควรมีส่วนในการ กระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้เรียนตั้งคำถามและหาคำตอบ แนะนำการพิสูจน์ข้อสมมุติฐาน หรือคำถามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การไม่ปิดกั้นความคิดและคำถามต่าง ๆ ของผู้เรียน และไม่โน้มนำให้ผู้เรียนทำตามวิธีการของครูผู้สอน หากมีโอกาส ควรสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ทำโครงงาน ผ่านการวิพากษ์จากมุมมองของกลุ่มคนหรือหน่วยงานที่หลากหลาย ซึ่งอาจจะเป็นองค์กร สถาบัน ชุมชน ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ อันจะทำให้เกิดความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิด อันจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการคิดวิพากษ์ได้มากขึ้น

จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการคิดวิพากษ์

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ นอกจากจะมีเรื่องการเรียนการสอนในห้องเรียนแล้ว บรรยากาศในสถาบันการศึกษา มีส่วนสำคัญไม่น้อย ดังนั้น สถาบันการศึกษาควรสนับสนุนให้ผู้เรียน มีโอกาสพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น การจัดตั้งชมรมตามความถนัดความสนใจ การจัดให้มีเวทีการสัมมนา การโต้วาที ในประเด็นที่เป็นกระแส หรือประเด็นที่เป็นความสนใจของผู้เรียน  การจัดห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเป็นฐานในการคิดเชิงวิพากษ์

ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ช่วยให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่ปรารถนาสืบค้นความจริง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องมากที่สุด การคิดเชิงวิพากษ์จะนำผู้เรียนไปสู่ความเข้าใจ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกว่า หากผู้เรียนถูกฝึกฝนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์จนชำนาญ จะค้นพบความจริงว่า ตนเองไม่สามารถตัดสินสิ่งใดได้  โดยปราศจากการคิดเชิงวิพากษ์

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญยิ่งในการเรียนการสอนการคิดเชิงวิพากษ์ในสถาบันการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ซึ่งควรเป็นผู้มีความสามารถทางการคิดเชิงการวิพากษ์ และสนับสนุนให้เกิดการคิดวิพากษ์ในสถาบันการศึกษา โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรเปิดกว้างทางความคิด ให้ครูผู้สอนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ มีการพูดคุยกันได้แม้คิดเห็นแตกต่าง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาความกล้า และความสามารถในการคิดวิพากษ์ได้ โดยบรรยากาศของกลุ่มคณาจารย์ ควรล้มล้างระบบการวิพากษ์เพื่อทำลายกัน ไม่วิพากษ์เสร็จแล้วกลายเป็นศัตรู หรือเกิดความหมองใจกัน และไม่ควรวิพากษ์เพื่อหวังผลประโยชน์สำหรับกลุ่มพวกตน แต่ควรวิพากษ์เพื่อสร้างสรรค์ ที่ก่อเกิดประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวมต่อสังคมไทย

 

สถานีจิตอาสาออนไลน์

posted on 24 Dec 2011 22:27 by mynameistap
กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวนักอ่านบล็อกทุกท่านขอรับ ได้โอกาสกลับมาอัพบล็อกสักหน่อยหลังหายไปนาน ช่วงนี้เจอมรสุมชีวิตมามากมาย ที่หนักหนาสาหัสเลยก็การสอบ GAT - PAT เจอ PAT 1 เข้าไปหลับสบายในคราวเดียว อึ๊ย ~~% 
 
            ส่วนเรื่องใหญ่ในวันนี้ ขึ้นชื่อเรื่องว่า สถานีจิตอาสาออนไลน์ ก็คงงงหละครับว่ามีอะไรหรอ ที่จริงเอ็นทรี่นี่ขอระบายความคับแค้นใจของเจ้าของโครงการ ที่เจตนารมณ์ในการสร้างโครงการนี้ขึ้นมาถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของผลงาน ใครดีใครได้ไป ก็ชอกช้ำพอแล้ว คราวนี้มาระบายแบบมีหลักการกันสักครั้งเถอะนะครับ 
 
             ที่มาจริงๆของโครงการนี้ เริ่มจากการที่ผมได้เข้าร่วมโครงการพหุปัญญา ของมูลนิธิกระจกเงา ที่อบรมในเรื่องของการสร้างสรรค์งานจิตอาสาที่มาจากใจ และมาจากต้นทุนที่เรามีอยู่แล้ว คือปัญญาของเราที่ต่างก็มีกันคนละหลากหลายด้าน คือ ดนตรี ศิลปะ การให้เหตุผล พละ เข้าใจผู้อื่น เข้าใจตนเอง รักธรรมชาติ และ ภาษา รวมเป็นปัญญา 8 ด้าน ที่มีอยู่ในตัวทุกคน แล้วแต่จะมากจะน้อยไม่เท่ากัน ตามสิ่งที่ตนเองมี ทีนี้ก็เกิดไอเดีย มาผูกเข้ากับการทำจิตอาสาไปเลย โดยการตั้งประเด็นปัญหาขึ้นมา แล้วนำปัญญาของเรา ไปประยุกต์เข้ากับปัญหา เกิดกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จึงเกิดเป็นโครงงาน ชิ้นหนึ่ง
 
              แล้วโครงการนี้ มันเกิดขึ้นมายังไงหละ ขอสารภาพตามความจริง โครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากค่ายอบรมนี้หรอก แต่เป็นความประสงค์ตั้งแต่ต้นที่ผมอยากทำ ในช่วงแรกๆก่อนจะมาค่ายพหุปัญญานี้ ก็เคยถ่ายทำ ผลิตผลงานออกมาแล้วโดยใช้ชื่อโครงการว่า "ผลิตเผยแพร่ภาพและเสียงโรงเรียนศรีอยุธยา" แต่ไม่สมบูรณ์เพราะคนที่คิดและทำงานนับได้เลย 4 คน เราเริ่มเจอทางตัน รวมไปถึงตอนนั้นอยากเสนอเข้าสภาโรงเรียน ก็ถูกพักโครงการไว้อีก เนื่องจากความไม่ชัดเจนของโครงการ งบประมาณที่จะมาลงทุนมันมากมายเหลือเกิน จนเมื่อเวลานั้นมาถึง ค่ายพหุปัญญานำทางออกมาให้ จึงได้เสนอโครงการที่ไม่สมบูรณ์นี้ออกไป แต่ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะชื่อโครงการเดิมมันมองไม่เห็นทางที่จะทำจิตอาสากับมันเลย เลยมาเป็นสถานีจิตอาสาออนไลน์ ที่ตอบโจทย์หลายๆข้อ ให้ความกระจ่างของโครงการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งเกี่ยวกับคำว่าจิตอาสาอย่างเต็มที่ด้วย
 
               ทีนี้โจทย์ต่อไป ก็คือเราจะทำอะไรในรายการนี้ดีหละ นั้นสินะ มันน่าจะออกมาเป็นแนวแนะนำบุคคลที่ทำจิตอาสาดีกว่า แล้วจะแนะนำอะไรอีก ก็แนะนำแนวคิดของพวกนักจิตอาสา ว่าทำไมเขาถึงทำ เขาทำได้อย่างไร และนิยามของคำว่าจิตอาสาของเขาคืออะไร 
 
               ที่จริงแล้วโครงการนี้มันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าเกิดเราไม่ได้รับรางวัลโครงงานจิตอาสาดีเด่น ซึ่งตรงกับช่วงประเมินมาตรฐานของโรงเรียน นำมาซึ่งการเพ่งเล็งมากมาย กระแสตอบรับไม่ค่อยดีนัก นัยหนึ่งก็ชื่นชมอีกนัยหนึ่ง พวกเขาไม่เคยเข้าใจโครงการนี้เลย 
 
                ปัญหามันอยู่ที่ที่มาของโครงการมันไม่ชัดเจน แล้วทำไมมันไม่ชัดเจนหละ ก็เพื่อที่ผมจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมามากมาย ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในโรงเรียน 
 
                โรงเรียนศรีอยุธยามีปัญหาในเรื่องการทำจิตอาสา ก็เพราะทัศนคติ ของการทำจิตอาสามันถูกสร้างมาในแน่ลบ เด็กเกลี่ยดการบันทึกความดี นักเรียนไม่พอในเวลาครูขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญถึงครูรู้ว่ามันมีปัญหาก็ไม่เคยมีใครแก้ปัญหานี้ได้ แม้จะยอมรับแล้ว แต่ก็จะไม่มีใครกล้าที่จะเสนอแนวทางการแก้ไข สิ่งที่ผมต้องการก็คือการทดลอง ที่จะสร้างแง่คิดใหม่ให้กับคนที่ดู อีกเรื่องก็คือ เราก็มีนักเรียนที่สนใจอยากทำจิตอาสาในรูปแบบเหล่านี้อยู่มากมาย พอที่จะเป็นกำลังพัฒนาโรงเรียนได้ แต่เขาเหล่านั้นไม่แสดงตัว ลองคิดดูว่า มีหลายคนที่พึงใจทำจิตอาสาเพื่อสังคมมากมาย บางคนมีประวัติการทำงานอาสาจากหลากหลายที่ หลายคนเล่นดนตรีเปิดหมวก เทศกิจมาเดินไล่ก็ไม่ท้อ แล้วทำไมคนเหล่านี้ถึงปฏิเสธที่จะทำอย่างนี้บ้างในโรงเรียนเรา นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า โรงเรียนเรายังไม่มีระบบจะจัดการกับกลุ่มอาสาที่อิสระ ขอบเขตการสนับสนุนแคบ กระจุกอยู่เพียงกลุ่มคน การไม่มีทรัพยากรหลายๆอย่างที่จะมาสนับสนุน ทั้งกำลังของครูที่ปรึกษาเองก็น้อยเกินไป อย่างน้อย โครงการสถานีจิตอาสานี้ก็จะเริ่มเข้ามาจัดระบบ กับเรื่องเหล่านี้ แสดงตัวตนของพวกเขาออกมา บอกเล่าแนวคิดทีมาที่ไป เริ่มต้นอย่างไร กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ดูที่ติดตาม ได้รับชมแนวคิด แล้วนำไปปฏิบัติ ในรูปแบบของตัวเอง แต่โครงการนี้เลยกลายเป็นโครงการพรีเซนต์โรงเรียนชั้นดี ที่แนวคิดไม่ได้ถูกส่งต่อ แต่กำลังกลายเป็นการโฆษณาโรงเรียนกับเครือข่ายมาตรฐานสากลไปซะอย่างนั้น ก็ดี 
 
                 มีคำถามว่าทำไมโครงการนี้ได้รางวัลแล้วหายไปเลยหรอ ที่จริงแล้ว ไม่ได้หายไปไหน แต่เราก็เกิดปัญหา ที่ว่าโครงการนี้มันไม่มีคนจะทำ กำลังคนเรายังเป็นเรื่องที่มีปัญหา คือคนน้อย เราก็หามาเพิ่ม พอดมากเข้า ก็ไม่มีประสบการณ์อีก จะทำไงดี อันดับแรก ชื่อกลุ่มที่จะเรียกรวมๆ ก็คือเด็กศรี ต่อมาแล้วเราทำงานอะไรหละ ก็ทำจิตอาสา เพื่อใครหละ ก็เพื่อครูและนักเรียนทุกคน แล้วสมาชิกหละ 30 กว่าคน ... มันเยอะนะ แล้วเราจะจัดการยังไงดีหละ เราก็งมเข็มอยู่นาน คิดนู้นคิดนี่ ทำงานมากมาย งานใหญ่ๆที่เราทำเลยก็คือ การตั้งกองอาสาออแกไนเซอร์ เป็นทีมอาสามาบริหาร และดำเนินงาน ศรีอยุธยาไอดอล ไปแล้ว สมาชิกก็เพิ่มขึ้นอีก ทีนี้จะทำอย่างไรดี เรายังไม่มีวิธรการจะมาจัดการเลยนะในเรื่องนี้ และแล้ว ก็นึกได้ ทำไมเราไม่ตั้งฝ่ายบุคคลขึ้นมาหละ ฝ่ายบุคคลนี้ เป็นคำตอบเดียวที่จะบริหารคนทั้งกลุ่มได้ มันเยี่ยมมาก เราสามารถจำแนกสมาชิกออกเป็นกลุ่มความสามารถ และเริ่มเข้าที่เข้าทาง สักที 
 
                    แล้วโครงการสถานีโทรทัศน์หายไปแล้วหรอ ที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหน จริงๆแล้วโดยส่วนตัวผมมีแนวคิดที่ว่า โครงการที่จะมาตอบสนองได้ทุกเรื่อง ทุกคน ทุกวิชา คือโครงการผลิตและเผยแพร่ภาพในโรงเรียนศรีอยุธยา หรือเด็กศรีทีวี ซึ่งเป็นการนำเสนอรายการโดยนักเรียนเอง เพื่อผู้รับสาสน์คือนักเรียนเองนี่แหละ ตอนนี้ความกระจ่างชัดในเรื่องแนวคิดของโครงการ คงจะไม่พลาดเหมือน สถานีจิตอาสาออนไลน์ แต่คราวนี้มันจะรวมทุกเรื่องราวของเยาวชน ไม่ใช่แค่เรื่องของจิตอาสา แต่ รวมไปถึงความสามารถ ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ความเพลิดเพลิน โดยเราใช้ THEME คิดต่าง เพื่อชูประเด็นของความแตกต่าง ที่สำคัญ โครงการนี้จะไม่ได้ทำแค่ถ่ายทำและออกอากาศเท่านั้น ยังจะลงไปคลุกคลีกับนักเรียนทุกคน และนักเรียนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการได้ตลอด ให้สมกับการเป็นสื่อ ของโรงเรียนศรีอยุธยา สนับสนุนให้นักเรียนกล้าคิดกล้าทำ 
 
 
 
"ผลของโครงการนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจะต้องสร้างผลงานในระดับไหนของประเทศ แต่ถ้ามันนำมาซึ่งแรงบันดาลใจแก่คนที่ทำโครงการ และคนที่ดูโครงการนี้อยู่ นำมาปฏิบัติหรือปรับใช้ตามความสามารถของตนบนโลกแห่งความจริงได้อย่างมีประโยชน์สูงสุด นี่คือหน้าที่ของสื่อ และนี่คือเจตนารมณ์ แห่งโครงการสถานีโทรทัศน์โรงเรียนศรีอยุธยา"
 
 
ศุภกฤต โพธิ์วรสุนทร
รักษาการประธานกลุ่มเด็กศรี และโครงการในเครือ สถานีจิตอาสาออนไลน์ เด็กศรีเปลี่ยนความคิด

ปัญหาสังคมไทย ..ฟลุ๊กกี้

posted on 24 Jul 2011 15:41 by mynameistap

ปัญหาสังคมไทย

 

 

ความหมายปัญหาสังคม

 

มีผู้รู้ให้ความหมายไว้มากมาย แต่ในที่นี้จะนำมากล่าวไว้เพียงห้าความหมายพอเป็นแนวทางในการศึกษาต่อไป ท่านแรกคือ Goid Garry and Frand R. Scarpitti กล่าวว่าปัญหาสังคม คือ สภาวะการณ์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ประชาชนมองเห็นว่าสภาวะการณ์นั้นเป็นสิ่งไม่ต้องการให้เกิดขึ้นและเห็นว่าสามารถจะแก้ไขได้ด้วยการกระทำร่วมกัน

Horton และ Lrslie ให้ความหมายไว้ว่าปัญหาสังคมเป็นสภาวะการณ์ที่มีผลต่อคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและมีความรู้สึกว่าจะต้องร่วมกันแก้ไข

Raab และ Selznick เสนอสรุปได้ว่า ปัญหาสังคมคือปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในสังคมในลักษณะที่ขัดต่อระเบียบของสังคม

Konig ให้ความหมายว่าปัญหาสังคมคือสถานการณ์ที่สังคมเห็นว่าเป็นการคุกคามวิถีทางที่ปฏิบัติอยู่หรือความสมบรูณ์ของงาน ด้วยเหตุนี้จึงควรจะกำจัดให้หมดสิ้นหรือให้เบาบางลง

ดร.ประสาท หลักศิลา อธิบายว่า ปัญหาสังคมเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจะเข้าใจกันหรือเชื่อกันว่าสถานการณ์เช่นนั้นเป็นอันตรายต่อคุณธรรมของปัญหาและต้องการหาทางแก้ไขสถานการณ์นั้นให้ดีขึ้นด้วยการร่วมมือทางสังคม

ลักษณะปัญหาสังคม จากความหมายข้างต้นนั้น พอสรุปลักษณะปัญหาสังคมได้ดังนี้

  1. เป็นสภาวการณ์ที่มีผลกระทบกระเทือนต่อคนเป็นจำนวนมาก
  2. เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่พิจารณาว่าเป็นสภาวะการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา
  3. ปัญหาสังคม จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อค่านิยมหรือการตีความในแบบแผนพฤติกรรมแตก
  4. ปัญหาสังคมย่อมผันแปร “ไปตามกาลเวลา”
  5. ปัญหาสังคมย่อมมีผลมาจากนโยบายของรัฐหรือจากพฤติกรรมสังึมที่มิได้คาดคิดล่วงหน้าไว้ก่อน
  6. บุคคลมีชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกัยย่อมมีความคิดเห็นการแก้ปัญหาสังคมที่แตกต่างกันทุกคนยอมรับการแก้ปัญหาสังคมที่เป็นประโยขน์แก่ตัวเองมากที่สุด

 

 

สาเหตุของปัญหาสังคมทั่วๆ ไป

 

จากการศึกษาสาเหตุของปัญหาสังคมของนักสังคมวิทยาหลายท่านปรกฏว่าผู้ศึกษาได้เสนอสาเหตุปัญหาสังคมไว้คล้าย ๆ กัน ซึ่งพอสรุปสาเหตุใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
  • ความไม่เป็นระเบียบของสังคม
  • พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม
  • การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change)

ความหมายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามความเห็นของ Davis เขากล่าวว่า หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในการจัดระเบียบโครงสร้างหน้าที่ของสังคม

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคม คือ ในกลุ่มหรือองค์การทางสังคมแต่ละกลุ่ม องค์การทาทสังคมหรือโครงสร้างของสังคมเลยนั้น คือ เปลี่ยนแปลงจากความสัมพันธ์ระหว่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปจนถึงความสัมพันธ์ในกลุ่มทั้งสังคมเลยที่เดียว ดังนั้นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่จะก่อให้เกิดปัญหาที่สำคัญดังนี้

  1. การเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเป็นสังคมเมือง
  2. การเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม
  3. การเพิ่มประชากร
  4. การอพยพ
  5. การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี
  6. การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหา
  7. การเปลี่ยนบรรทัดฐานของสังคม

 

ความไม่เป็นระเบียบของสังคมกับปัญหาสังคม

 

ความไม่เป็นระเบียบของสังคม หมายถึง ภาวะที่สังคมหรือสถาบันพื้นฐานทางสังคม ไม่สามารถจะควบคุมสมาชิกของสังคมให้ปฏิบัติตามระเบียบ ชึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่สำคัญมี 5 ประการด้วยกันคือ

  1. ความล้มเหลวของกลุ่มจารีตประเพณีหรือสถาบันพื้นฐาน
  2. ผลประโยชน์ของกลุ่มชนขัดกัน
  3. หน้าที่ตามสถานภาพและบทบาทที่ขัดแย้งกัน
  4. ความผิดพลาดในการอบรมให้เรียนรู้ระเบียบแผนของสังคม สถาบันหรือหน้าที่
  5. ความขัดแย้งระหว่างกฏเกณฑ์กับความมุ่งหวัง กกเกณฑ์ต่าง ๆ ที่สังคมกำหนดไว้ ให้ประชาชนในสังคมปฏบัติตาม

 

พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดของสังคมกับปัญหาสังคม

 

พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคมเป็นพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับและไม่อาจทนได้ สังคมเห็นว่าเป็นความรับผิดชอบของสังคมและมีผลกระทบต่อสังคมโดยส่วนร่วม เช่น ผู้เสพติดให้โทษ

การที่คนเรามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนนั้น เกิดจากปัจจัยหลายประการด้วยกันที่สำคัญมีดังนี้

  1. ปัจจัยทางชีววิทยา(Biological Factor)
  2. ปัจจัยทางจิต(Mental factor)
  3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม(Environmental Factor)
  4. ปัจจัยค่านิยมทางสังคม(Social Value)
  5. ปัจจัยโครงสร้างทางสังคม(social structure facdtor)
  6. การศึกษาปัญหาสังคมในการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาสังคมนั้นมีวิชาการหลายแขนงที่กล่าวถึงและนักวิชาการในแขนงนั้น ๆ ได้ทำการศึกษารปัญหาสังคม ตามทัศนะของเขาดังเช่น

วิชาจิตวิทยา จะศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และสังคมในแง่จิตวิเคราะห์เป็นสำคัญ

วิชามานุษยวิทยา ศึกษาปัญหาสังคมโดยการวิเคราะห์ประเพณีและวัฒนธรรมของสังคม

วิชาชีวิทยา นักชีววิทยา เห็นว่าองค์ประกอบทางชีววิทยาเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม มี 2 ประการคือ พันธุกรรม กับสิ่งแวดล้อม

วิชาสังคมวิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาปัญหาสังคมโดยมองความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม

 

แนวทางในการศึกษาปัญหาสังคม

 

การศึกษาปัญหาสังคมนอกจากจะอาศัยวิทยาการหลาย ๆ สาขาแล้วเพื่อจะได้มองปัญหาสังคมหลายด้านว่ามีสาเหตุจากอะไร เพื่อจะได้นำเอาไปใช้วางแนวทางการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างถูกต้องดังกล่างแล้ว หลักสำคัญประการหนึ่งคือ วิธีในการศึกษาปัญหานั้น จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ข้อมูลนั้นเชื่อถือได้ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด

วิธีการศึกษาค้นคว้าวิธีทางวิทยาศาสตร์นั้นแยกออกเป็นขั้นตอนดังนี้

  • กำหนดปัญหาที่ต้องการพิสูจน์
  • ตั้งข้อสมมติฐานความเป็นเหตุเป็นผลของปัญหา
  • รวบรวมข้อมูล
  • วิเคราะห์ข้อมูล
  • สรุปและเสนอรายงาน

 

การแก้ไขปัญหาสังคม

 

การแก้ไขปัญหาสังคม หมายถึงการจัดการกับปัญหาสังคมเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เช่น เกิดความยากจนเกิดปัญหาความยากจนขึ้นมาแล้ว จึงดำเนินการแก้ไข ฯลฯ จึงดำเนินการแก้ไขตัวอย่าง เช่น เมื่อเกิดปัญหาว่างงานก็จะแก้โดยการสร้างงานมากขึ้น เพื่อคนจะได้มีงานทำ

 

ผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมไทยในปัจจุบัน

 

ปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันมีอยู่มากมาย แต่ในที่นี้จะนำมากล่าวเฉพาะที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้

 

  1. 1.              ปัญหายาเสพติด

 

ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2465 ให้ความหมายว่า ยาต่าง ๆ ที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเป็นยาเสพติดให้โทษตามบัญชีที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเห็นว่าอาจทำให้ผู้เสพติดแล้วให้โทษแก่ผู้บริโภค

1 ทำให้เกิดความต้องการอย่างแรงกล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ

  1. ผู้เสพต้องตกเป็นทาสของยาเสพติดจะหยุดเสพมิได้
  2. ผู้เสพต้องเพิ่มปริมาณของยาเสพติดขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นอันตรายต่อร่างกาย

ประเภทของยาเสพติดให้โทษ

  1. ยาเสพติดประเภทกดประสาท เสพหเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการมึนงง สมองชา เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน
  2. ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท เสพเข้าไปแล้ว กระตุ้นประสาทให้ออกฤทธิ์ตามยาเมื่อหมดฤทธิ์ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม เช่น แอมเฟตามิน ยาบ้า ยาอี
  3. ยาเสพติดประเภทหลอนประสาท เสพเข้าไปกแล้วทำให้ประสาทส่วนที่รับรู้ผิดปกติไปปรากฏเป็นภาพต่างๆ ทั้งขนาดรูปร่าง เช่น แอเสดี ยาเค
  4. ยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ผสมผสาน เสพนิดหน่อยกระตุ้นประสาท เสพมากมีอาการหลอนประสาท เช่น กัญชา

สาเหตุของการเสพยาเสพติด

  1. เกิดจากจิตใจ
  2. เกิดจากร่างกายที่เจ็บป่วย
  3. เกิดจากความคึกคะนอง อยากรู้อยากเห็น อวดดี อยากทดลอง
  4. ติดเพราะยาซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ติด
  5. ติดเพราะสิ่งแวดล้อม อยู่ใกล้กับพวกเสพติด
  6. เกิดจากถูกชักชวน
  7. เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ผลักเยาวชนไปสู่ยาเสพติด
  8. เกิดจากการว่างงานไม่มีอะไรทำเป็นสาระก่อให้เกิดความกลัดกลุ้ม

ผลของยาเสพติดให้โทษ

  1. โทษร่างกาายและจิตใจ ยาเสพติดทถกประเภทก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อร่างกายและจิตใจ
  2. โทษต่อครอบครัว ทำให้เศรษฐกิจในครอบครัวตกต่ำจนถึงหายนะได้
  3. โทษต่อสังคม เช่น เกิดการลักขโมย ปล้นจี้
  4. โทษต่อประเทศชาติ มีผลกระทำต่อเศรษฐกิจ ถ่วงความเจริญของประเทศ

การป้องกันและการรักษา

  1. การปัองกันจำแนกออกเป็น
  2. การป้องกันตนเอง
  3. ป้องกันทางครอบครัว
  4. ป้องกันทางเพื่อนบ้าน
  5. ป้องกันโดยให้ความร่วมมือกับทางราชการ
  6. ป้องกันโดยการให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนทั่วไป
  7. ป้องกันการผลิต
  8. การปราบปรามและการลงโทษอย่างรุนแรง แก่ผู้กระทำผิด
  9. การรักษา คือการบำบัดรักษาาผู้เสพย์ยาเสพติดให้หายจากการเสพติด
  10. การถอนพิษยา
  11. การปรับปรุงแก้ไขจิตใจและบุคลิกภาพ
  12. การสร้างเครื่องยึดเหนี่ยว
  13. การใช้ยาต้านฤทธิ์ของยาเสพติด

 

2. ปัญหาคอร์รัปชั่น (Corruption)

 

ความหมาย ตาม websters seventh New Collegiate Dictionary อธิบายคำว่า คอร์รัปชั่นไว้ดังนี้

  1. เป็นการกระทำที่ขัดต่อความซื่อสัตย์ คุณธรรมความดี หรือศีลธรรม
  2. เป็นการกระทำผิดทำนองคลองธรรม กฏเกณฑ์ หรือกฏหมาย เนื่องจากการให้สินบนหรือไม่เหมาะสม
  3. เป็นการกระทำที่ถือว่าไม่บริสุทธ์ หรือไม่เหมาะสม

ในพจนะสารานุกรมฉบับสมัยของ เปลื้อง ณ นคร กล่าวว่า คอร์รัปชั่นเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง คดโกง ทุจริตอย่างกว้างขวาง ส่วนมากใช้ในเรื่องทุจริตและความไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ในวงราชการ

ลักษณะของคอร์รัปชั่น มีของเขตกว้างขวางครอบคลุมการกระทำในลักษณะต่อไปนี้

  1. การแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้อำนาจไม่ชอบธรรม
  2. การจูงใจ เรียกร้อง บังคับ ข่มขู่ หน่วงเหนี่ยว หรือกลั่นแกล้งเพื่อที่จะให้มีการตอบแทนการปฏิบัติของคนอย่างตรง ๆ
  3. ฝ่าฝืน หลีกเลี่ยง บิดเบือนข้อบังคับหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ
  4. สมยอม รู้เห็นเป็นใจ เพิดเฉยการกระทำที่ผิดกฏหมาย
  5. ปลอมแปลงกรือการกระทำใดๆ อันเป็นเท็จ
  6. การเล่นพรรคเล่นพวกในวงบริหารงานบุคคล
  7. การให้สินบนแก่นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ และผู้ไปใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
  8. การเอาของหลวงรถหลวงไปใช้ส่วนตัว
  9. การรับของขวัญราคาแพง
  10. การช่วยพรรคพวกเข้าทำงานมีเงินเดือน หรือบำนาญ
  11. การเลือกที่รักมักที่ชัง
  12. การฉ้อราษฎร์บังหลวง

สาเหตุของคอร์รัปชั่น มีสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. แรงจูงใจและโอกาส
  2. ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
  3. ความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
  4. สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม
  5. การบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ
  6. กฎหมายมี่ช่องว่างหรือมีข้อบกพร่อง
  7. การมีตำแหน่งเอื้ออำนวยต่อการกระทำผิด
  8. ประชาชนยินยอมพร้อมใจหรือความไม่เข้าใจของประชาชน
  9. อิทธิพลของหญิง อาจเป็นภรรยาของผู้มีตำแหน่งสูงในวงราชการ
  10. ขาดมาตราการลงโทษการคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาด

ผลของการคอร์รัปชั่น มีดังนี้

  1. ทำให้ชาติเสื่อมเสียชื่อเสียง
  2. เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
  3. ก่อให้เกิดความแตกแยกและความไม่ยุติธรรมในสังคม
  4. ทำให้ประชาชนขาดความศรัทธาในข้าราชการ
  5. ในหมู่ข้าราชการการก็เกิดระบบทำงานแบบขอไปที
  6. การคอร์รัปชั่นก่อให้เกิดระบบผูกขาด
  7. ทรัพยากรของรัฐถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของบุคคลบางคนที่คิดเอาประโยชน์ตัวเป็นลำดับ
  8. การนำเอาไปเป็นข้ออ้างของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

การป้องกันและการปราบปรามคอร์รัปชั่น

  1. ออกกฏหมายเพื่อป้องกันและปรามปราม
  2. วางมาตราการป้องกัน
  3. ให้การศึกษาและพัฒนาจิตใจแก่ประชาชนและข้าราชการ
  4. ผู้นำบริหารทำตัวเป็นแบบอย่าง
  5. ประชาชนและสื่อสารมวลชนไม่เพิกเฉยต่อคอร์รัปชั่น
  6. ใช้มาตรการลงโทษอย่างรุนแรงแก่ข้าราชการและประชาชนผู้คอร์รัปชั่น
  7. ปรับปรุงระบบการเมืองให้เข้มแข็ง
  8. เพิ่มค่าครองชีพของข้าราชการ ให้สูงขึ้นพอกับภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน

 

3. ปัญหาความยากจน (Poverty)

 

ความยากจน คอ สภาพการดำรงชีวิตของบุคคลซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และไม่สามารถจะบำบัดความต้องการทั้งทางร่างกยและจิตใจ จนเป็นเหตุให้บุคคลนั้นมีสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับมาตราฐานที่สังคมวางไว้

สาเหตุของปัญหาความยากจน

  • เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันในความสามารถของบุคคล
  • เนื่องจากสิ่งของและบริการต่าง ๆ มีมากขึ้น
  • เนื่องจากไม่สามารถทำงานตามปกติทั้งนี้เนื่องจากความเจ็บป่ว่ยความพิการทาางร่างกายและจิตใจ, ชราภาพ
  • เนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด ฯลฯ
  • เนื่องมาจากการว่างงาน
  • เนื่องมาจากการมีบุตรมาก
  • เนื่องมาจากการศึกษาต่ำ ไม่สามารถพัฒนาอาชีพของตนได้
  • เนื่องมาจากความเกียจคร้าน ไม่ชอบทำงาน

ผลของความยากจน

  • เป็นภาระของสังคมที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ
  • ก่อให้เกิดความล่าช้าในการพัฒนาประเทศ
  • ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางสังคม
  • ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมาเช่น ปัญหาอาชญากรรม
  • ก่อให้เกิดปัญหาแก่ผู้ยากจนเองไม่สามารถจะกระทำอะไรตามที่ต้องการ

การป้องกันแก้ไขปัญหาาความยากจน

  1. การพัฒนาคุณภาพประชากรในด้านต่าง ๆ
  2. ในด้านอาาชีพควรดำเนินการเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความยากจนดังนี้
  • ยกระดับมาตราฐานความสามารถของแรงงานในอาชีพแขนงต่างๆ ให้สูงขึ้น
  • จัดหางานให้ทำและฝึกงานให้ด้วย
  • จัดตั้งหน่วยส่งเสริมอาชีพ
  • จัดโครงการพัฒนาอาชีพท้องถิ่น

 

4. ปัญหาการแพร่กระจายของโรคเอดส์

 

โรคเอดส์คืออะไร เอดส์ มาจากคำว่า “AIDS” ซึ่งย่อมาจาก Acquired Immunodeficiency Syndrome Acquired หมายถึง ภาวะที่เกิดขึ้นในภายหลังมิได้เป็นมาแต่กำเนิดหรือสืบสายเลือดทางพันธุกรรม

Immuno หมายถึง เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง ความเสื่อม หรือการขาด Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการ ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการหลายๆ อย่างไม่เฉพาะที่ระบบใดระบบหนึ่ง

ดังนั้น ความหมายของคำว่า AIDS หรือ เอดส์ จึงหมายถึง “กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภูมิค้มกันในร่างกายเสื่อม หรือบกพร่อง” ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อ HIV (Human Immunode ficiency Virus) เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนแล้ว จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคของคนนั้นเสื่อมหรือบกพร่องจนเป็นสาเหตุให้ร่างกายของคนนั้นอ่อนแอมีการเจ็บป่วยบ่อย รักษาไม่หายป่วยเป็นโรคเรื้อรัง และในที่สุดก็จะตายด้วยโรคเรื้อรังนั้น

  1. เชื้อที่เป็นสาเหตุ

เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อ HIV หรือ Human Immunodificiency Virus

  1. โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร

โรคเอดส์ติดต่อกันได้หลายทาง ที่พบบ่อยและที่สำคัญที่สุด คือ

  1. ทางการร่วมเพศ
  2. ทางการถ่ายเลือดหรือรับผลิตภัณฑ์เลือดที่มีเชื้อไวรัสเอดส์อยู่
  3. ทางการใช้เข็ม
  4. ทางแม่ที่มีเชื้อไวรัสเอดส์ไปสู่ทารกในครรภ์

นอกจากนี้ยังพบว่าโรคนี้ติดต่อกันได้ด้วยวิธีอื่น แต่พบน้อยมาก ได้แก่

  1. การเปลี่ยนอวัยวะต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนแก้วตา เปลี่ยนไต
  2. การผสมเทียมในรายที่มีลูกยาก
  3. การสักผิวหนัง การฝังเข็ม การเจาะหู
  4. บุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์
  5. กลุ่มสำส่อนทางเพศ
  6. กลุ่มติดยาเสพติดที่ไช้เข็มและกระบอกฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำแบบเวียนเทียน
  7. กลุ่มผู้ป่วยโรคเลือดชนิด Hemophilia
  8. กลุ่มที่รับการถ่ายเลือด
  9. ทารกในครรภ์
  10. กลุ่มนักโทษที่มีการร่วมเพศกันเอง
  11. ภรรยาหรือคู่นอนของผู้เป็นโรคเอดส์
  12. ผลกระทบจากการแพร่กระจายของโรคเอดส์

การแพร่ขยายของโรคเอดส์ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และปัจจัยการพัฒนาประเทศโดยส่วนรวม ปัญหาที่เกิดจากการแพร่ของโรคเอดส์ สรูปได้ดังนี้

  1. ปัญหาทางเศรษฐกิจ
  2. ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็ก
  3. ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ
  4. มาตราการป้องกันและแก้ไข

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  1. ขยายบริการบำบัด รักษา และป้องกัน
  2. พัฒนาระบบข้อมูล ข่าวสาร การแนะแนว และการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ
  3. จักระบบการประสานงานและการบริการเพื่อการบำบัด รักษาป้องกันผู้ป่วยโรคเอดส์

ด้านการศึกษาและสังคม

  1. สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ควรจัดโปรแกรมการศึกษาและการฝึกอบรมอย่างเร่งด่วนในเรื่องโรคเอดส์
  2. ปรับทิศทางและเป้าหมายการจัดการศึกษาให้เอื้อต่อการแก้ปัญหาโรคเอดส์อย่างมีประโยชน์ ให้ความรู้และส่งเสริมบทบาทของสมาคมครูและผู้ปกครอง ครูแนะแนว และทางการศึกษาให้สามารถดำเนินงานทุกวิถีทางเพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยของสมาชิกในครอบครัวด้วย
  3. ให้มีการดำเนินงานเพื่อพัฒนาสภาพเศรษฐกิจและสังคมในระดับครอบครัวให้ดีขึ้นเพื่อลดปัญหาการติดยาเสพติดและการค้าประเวณี
  4. พัฒนาประสิทธิภาพของการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคเอดส์

3.ด้านอื่น ๆ

  1. จัดให้มีการสื่อสารสายตรง เพื่อให้คำปรึกษาและการประสานงานเพื่อการบำบัด รักษา และป้องกันโรคเอดส์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  2. ควรจัดให้มีมาตรการสุขภาพอนามัย และกิจกรรมที่อาจจะมีเลือดออกจากร่างกาย
  3. จัดให้มีกฏหมายสถานเริงรมย์ และสถานบริการต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจผู้เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ

 

 

 

 

 

untitled

posted on 24 Jul 2011 15:36 by mynameistap

เรื่อง  ภูมิปัญญาไทย 

คนไทยมิวิถีการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่  มีความรักความผูกพันในหมู่วงศาคณาญาติ  ใกล้ชิดกับธรรมชาติ  และมีลักษณะเป็นชุมชุนเกษตรกรรมแม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในชีวิตประจำวันและทำมาหากินในระบบอุตสาหกรรมด้วย  แต่คนไทยก็ยังสามารถดำรงเอกลักษณ์และปรีชาสามารถที่บรรพชนได้สร้างสมไว้และถ่ายทอดสืบต่อกันมา

          ภูมิปัญญาไทย  หมายถึง  ความรู้ความสามารถ  วิธีการ  ผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า  รวบรวม  และจัดเป็นความรู้  ถ่ายทอด  ปรับปรุง  จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง  จนเกิดผลิตผลที่ดี  งดงาม  มีคุณค่า  มีประโยชน์  สามารถนำมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้

          แต่ละหมู่บ้าน  แต่ละชุมชนไทย  ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ  มีผู้นำที่มีความรู้  มีฝีมือทางช่าง  สามารถคิดประดิษฐ์  ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้  ผู้นำเหล่านี้  เรียกว่า  ปราชญ์ชาวบ้าน  หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย

          ชาวบ้านรู้จักขุดบ่อน้ำ  เพื่อให้มีน้ำดื่มน้ำใช้  ทำเหมืองฝายเพื่อเก็บกักน้ำและแจกจ่ายไปสู่ไร่นา  ชาวบ้านมีความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร  ผักพื้นบ้าน  เครื่องเทศ  สมุนไพร  ว่าชนิดใดกินได้  ชนิดใดเป็นยารักษาได้  พ่อบ้านแม่บ้านรู้จักประดิษฐ์เครื่องมือทำมาหากิน  เช่น  เครื่องมือจับสัตว์  เครื่องมือทำไร่ไถนา  เครื่องใช้ในครัวเรือนและสร้างที่อยู่อาศัย

          พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูก  สั่งสอนให้เป็นคนดี  มีพิธีกรรมหลายอย่าง  ที่แสดงความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก  เช่น  การร่อนกระด้ง  พิธีฮ้องขวัญ  ผูกข้อมือ  มีเพลงกล่อมเด็กที่ไพเราะ  และเล่านิทานสุนก  เพื่อสอนใจให้มีคุณธรรม  วรรณกรรม  คำสนนี้แสดงถึงความคิด  ความเชื่อ  และความคาดหวัง  ที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กที่เป็นลูกหลาน  ดังมีตัวอย่างสุภาษิตคำคม  วรรณกรรมคำสอน  และคำผญาภาษิต  ในภาคเหนือ  ภาคใต้  และภาคอีสาน 

เครื่องมือเครื่องใช้ที่คนไทยประดิษฐ์ขึ้น  ล้วนใช้วัสดุพื้นบ้านและใช้ประโยชน์ได้อย่างดียิ่ง  นอกจากเครื่องมือทำไร่ไถนาแล้ว  เครื่องมือจับปลาก็มีมากมายหลายประเภท  เช่น  ลอบ  ไซ  สุ่ม  อีจู้  เบ็ด  ยอ  เป็นต้น

          ภูมิปัญญาไทยมีหลายสาขา  ที่พอจะจัดกลุ่มได้มี  ๑๐  สาขา  คือ  สาขาเกษตรกรรม  สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม  สาขาแพทย์แผนไทย  สาขาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน  สาขาสวัสดิการ  สาขาศิลปกรรม  สาขาการจัดการองค์กร  สาขาภาษาและวรรณกรรม  สาขาศาสนาและประเพณี

          ภูมิปัญญาไทยเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ  คนกับบุคคลอื่น  และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ  ทำให้เกิดความไพบูลย์ในวิถีชีวิต  ความคิด  ความเชื่อ  ศิลปวัฒนธรรม  ประเพณี  และพิธีกรรมที่สืบทอดต่อๆ  กันมา

          คนไทยควรคำนึงถึงคุณค่าของภูมิปัญญาไทย  ยกย่องส่งเสริมผู้ทรงภูมิปัญญาให้ท่านสามารถเผยแพร่ความรู้  และธำรงรักษาเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีของชาติไทยไว้

          ประเทศไทยได้ประกาศยกย่องผู้ทรงภูมิปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง  เช่น  ศิลปินแห่งชาติ  ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม  และคนดีศรีสังคม  เป็นต้น

          นักปราชญ์ไทยที่มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม  ได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก)  ได้แก่  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  และสุนทรภู่  เป็นต้น

          การถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย  มีความเชื่อถือศรัทธาสืบต่อกันมาเป็นพื้นฐาน  ประชาชนชาวไทยจึงควรสนใจศึกษาองค์ความรู้  ความคิด  ความเชื่อที่ทรงคุณค่านี้  และธำรงรักษาไว้ให้คงอยู่คู่ชาติไทย

          ภูมิปัญญา  ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า  Wisdom  หมายถึง  ความรู้  ความสามารถ  ทักษะ  ความเชื่อ  และศักยภาพในการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่สืบทอดกันมาจากอดีตถึงปัจจุบันอย่างไม่ขาดสายและเชื่อมโยงกันทั้งระบบทุกสาขา

          ภูมิปัญญาไทย  หมายถึง  ความรู้  ความสามารถ  ทักษะและเทคนิคการตัดสินใจ  ผลิตผลงานของบุคคล  อันเกิดจากการสะสมองค์ความรู้ทุกด้านที่ผ่านกระบวนการสืบทอด  พัฒนาปรับปรุง  และเลือกสรรค์มาแล้วเป็นอย่างดี  สามารถแก้ไขปัญหา  และพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย

          ภูมิปัญญาท้องถิ่น  หรอภูมิปัญญาชาวบ้าน  หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดขึ้นได้เองและนำมาใช้ในการแก้ปัญหา  เป็นเทคนิควิธี  เป็นองค์ความรู้ของชาวบ้าน  ทั้งทางกว้างและทางลึกที่ชาวบ้านคิดเอง  ทำเอง  โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย

          ความเหมือนกันของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น  คือ  เป็นองค์ความรู้  และเทคนิคที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ  ซึ่งได้สืบทอดและเชื่อมโยงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

          ความต่างกันของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น  คือ  ภูมิปัญญาไทย  เป็นองค์ความรู้และความสามรถในส่วนรวม  เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ  ส่วน  ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้และความสามารถในระดับท้องถิ่น  ซึ่งมีขอบเขตจำกัดในแต่ละท้องถิ่น  เช่น  ภาษาไทยเป็นภูมิปัญญาไทย  ในขณะที่ภาษาอีสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น  เป็นต้น

          ผู้ทรงภูมิปัญญาไทย  หมายถึง  บุคคลผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญา  หรือเป็นผู้นำภูมิปัญญาต่างๆ  มาใช้ประโยชน์จนประสบความสำเร็จ  มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญ  สามารถเผยแพร่และถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของภูมิปัญญาในแต่ละสาขานั้นๆ  ให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง

          ปราชญ์ชาวบ้าน  หมายถึง  บุคคลผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน  และนำภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์จนประสบความสำเร็จ  และนำภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตจนประสบผลสำเร็จสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม

          ความเหมือนกันระหว่างผู้ทรงภูมิปัญญาไทยกับปราชญ์ชาวบ้านคือ  บทบาทและภาระกิจในการนำภูมิปัญญาไปใช้แก้ปัญหา  และการถ่ายทอดเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงจากอดีตถึงปัจจุบัน  ส่วนความแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับระดับภูมิปัญญาที่จะนำไปแก้ปัญหาและถ่ายทอดกล่าวคือ  ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยย่อมมีความสามรถหรือภารกิจในการนำภูมิปัญญาระดับชาติไปแก้ปัญหา  หรือถ่ายทอด  หรือผลิตผลงานใหม่ๆ  ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม  ส่วนปราชญ์ชาวบ้านมีความสามรถหรือภารกิจในการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน  หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นไปแก้ปัญหาหรือถ่ายทอดในท้องถิ่น

          อย่างไรก็ตาม  ภูมิปัญญาไทย  และ  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ย่อมมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน  เพราะภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นถือว่าเป็นฐานหลักแห่งภูมิปัญญาไทยเปรียบเหมือนฐานเจดีย์

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย  มีดังนี้

๑.      ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเป็นทั้งความรู้  ทักษะ  ความเชื่อ  และพฤติกรรม

๒.     ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน  คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ

๓.     ภูมิปัญญาไทยเป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิตของคน

๔.     ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา  การจัดการ  การปรับตัว  และการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของบุคคล  ชุมชน  และสังคม 

๕.      ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการมองชีวิต  เป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ 

๖.      ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ  หรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง

๗.     ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม

คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทย 

          ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้  อย่างน้อยดังต่อไปนี้

                   (๑)  เป็นคนดีมีคุณธรรม  มีความรู้ความสามรถในวิชาชีพต่างๆ  มีผลงานด้านการพัฒนาท้องถิ่นของตน  และได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง  ทั้งยังเป็นผู้ที่ใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนาของตนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงวิถีชีวิตโดยตลอด

                   (๒)  เป็นผู้คงแก่เรียนและหมั่นศึกษาความรู้อยู่เสมอ  ผู้ทรงคุณปัญญาจะเป็นผู้ที่หมั่นศึกษา  แสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอไม่หยุดนิ่งเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ  เป็นผู้ลงมือทำโดยทดลองทำตามที่เรียนมา  อีกทั้งลองผิดลองถูก  หรือสอบถามจากผู้รู้อื่นๆ  จนประสบความสำเร็จเป็นผู้เชี่ยวชาญซึ่งโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละด้านอย่างชัดเจน  เป็นที่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงความรู้ใหม่ๆ  ที่เหมาะสมนำมาปรับปรุงใช้ชุมชนและสังคมอยู่เสมอ

                   (๓)  เป็นผู้นำของท้องถิ่น  ผู้ทรงภูมิปัญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สังคมในแต่ละท้องถิ่นยอมรับให้เป็นผู้นำ  ทั้งผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการ  และผู้นำตามธรรมชาติ  ซึ่งสามารถเป็นผู้นำของท้องถิ่นและช่วยเหลือผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

                   (๔)  เป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น  ผู้ทรงภูมิปัญญาล้วนเป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น  เอาใจใส่  ศึกษาปัญหา  หาทางแก้ไข  และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล้เคียงอย่างไม่ย่อท้อ  จนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของสมาชิกและบุคคลทั่วไป

                   (๕)  เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร  ผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร  ลงมือทำงานและผลิตผลงานอยู่เสมอ  ปรับปรุงและพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากขึ้น  อีกทั้งมุ่งทำงานของตนอย่างต่อเนื่อง

                   (๖)  เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น  ผู้ทรงภูมิปัญญานอกจากเป็นผู้ที่ประพฤติตนเป็นคนดี  จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปแล้ว  ผลงานที่ท่านทำยังถือว่ามีคุณค่า  จึงเป็นผู้ที่มีทั้ง  “ครองตน  ครองคน  และครองงาน”  เป็นผู้ประสานประโยชน์ให้บุคคลเกิดความรัก  ความเข้าใจ  ความเห็นใจ  และมีความสามัคคีกัน  ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นหรือสังคมมีความเจริญ  มีคุณภาพชีวิตสูงขึ้นกว่าเดิม

                   (๗)  มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เป็นเลิศ  เมื่อผู้ทรงภูมิปัญญามีความรู้  ความสามารถ  และประสบการณ์เป็นเลิศ  มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและบุคคลทั่วไป  ทั้งชาวบ้าน  นักวิชาการ  นักเรียน  นิสิต/นักศึกษา  โดยอาจเข้าไปศึกษาหาความรู้  หรือเชิญท่านเหล่านั้นไปเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ได้

                   (๘)  เป็นผู้มีคู่ตรองหรือบริวารดี  ผู้ทรงภูมิปัญญา  ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะพบว่า  ล้วนมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน  ช่วยเหลือ  ให้กำลังใจ  ให้ความร่วมมือในงานที่ท่านทำ  ช่วยให้ผลิตผลงานที่มีคุณค่า  ถ้าเป็นนักบวช  ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดต้องมีบริวารที่ดี  จึงจะสามารถผลิตผลงานที่มีคุณค่าทางศาสนาได้

                   (๙)  เป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญจนได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์  ผู้ทรงภูมิปัญญา  ต้องเป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญรวมทั้งสร้างสรรค์ผลง่นพิเศษใหม่ๆ  ที่เป็นผลประโยชน์ต่อสังคมและมนุษย์ชาติอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

การเกิดภูมิปัญญา   

          ภูมิปัญญาไทยมีกระบวนการการเกิดที่เกิดจากการสืบทอด  ถ่ายทอด  องค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ  แล้วพัฒนา  เลือกสรรค์และปรับปรุงองค์ความรู้เหล่านั้นจนเกิดทักษะและความชำนาญ  ที่สามารถแก้ไขปัญหา  และพัฒนาชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย  แล้วเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ  ที่เหมาะสมและสืบทอดพัฒนาต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด  เช่น  ภาษาไทย  แพทย์แผนไทย  เป็นต้น

การจัดแบ่งสาขาภูมิปัญญาไทย

          จากการศึกษาพบว่า  มีการกำหนดสาขาภูมิปัญญาไทยไว้อย่างหลากหลาย  ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่างๆ  ที่หน่วยงาน  องค์กร  และนักวิชาการแต่ละท่านนำมากำหนดในภาพรวมภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งได้เป็น  ๑๐  สาขา  ดังนี้

๑. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง  ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้  ทักษะ  และเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยี  โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม  ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในภาวการณ์ต่างๆ  ได้  เช่น  การทำการเกษตรแบบผสมผสานสวนเกษตร  เกษตรธรรมชาติ  ไร่นาสวนผสม  และสวนผสมผสาน  การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด  การแก้ปัญหาด้านการผลิต  การแก้ปัญหาโรคและแมลง  และการรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตร  เป็นต้น

๒. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง  การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลิตผล  เพื่อชะลอการนำเข้าตลาดเพื่อแก้ปัญหาการบริโภคอย่างปลอดภัย  ประหยัด  และเป็นธรรม  อันเป็นกระบวนการที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้  ตลอดทั้งการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลทางหัตถกรรม  เช่น  การรวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา  กลุ่มโรงสี  กลุ่มหัตถกรรม  เป็นต้น

๓. สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง  ความสามรถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน  โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้  เช่น  การนวดแผนโบราณ  การดูแลและรักษาสุขภาพแผนโบราณไทย  เป็นต้น

          ๔. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง  ความสามรถเกี่ยวกีบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ทั้งการอนุรักษ์  การพัฒนา  และการใช้ประโยชน์จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง

สมดุลย์และยั่งยืน  เช่น  การทำแนวปะการังเทียม  การอนุรักษ์ป่าชายเลน  การจัดการป่าต้นน้ำและป่าชุมชน  เป็นต้น 

          ๕. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการด้านการสะสมและบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชนทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเรื่องกองทุนของชุมชนในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคารหมู่บ้าน เป็นต้น

          ๖. สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม เช่น การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของชุมชน การจัดระบบสวัสดิการบริการในชุมชน การจัดระบบสิ่งแวดล้อมในชุมชน เป็นต้น.

          ๗. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆ เช่น จิตรกรรม ปะติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ ศิลปะมวยไทย เป็นต้น

          ๘. สาขาการจัดการองค์กร หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการดำเนินงานขององค์กรชุมชนต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนา และบริหารองค์กรของตนเองได้ตามบทบาท และหน้าที่ขององค์กร เช่น การจัดการองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มประมงพื้นบ้าน เป็นต้น

          ๙. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษาทั้งภาษาถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทยและการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภท เช่น การจัดทำสารานุกรมภาษาถิ่น การปริวรรตหนังสือโบราณ การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น

          ๑๐. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่า ให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติ ให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชป่า การประยุกต์ประเพณีบุญประทายข้าว เป็นต้น

ลักษณะความสัมพันธ์ของภูมิปัญญาไทย

          ภูมิปัญญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน ๓ ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ

          ๑. ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช และธรรมชาติ

          ๒. ความสัมพันธ์ของคนกับคนอื่น ๆ ที่อยู่รวมกันในสังคม หรือในชุมชน

          ๓. ความสัมพันธ์กันระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดทั้งสิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ทั้งหลาย

          ทั้ง ๓ ลักษณะนี้ คือ สมามิติของเรื่องเดียวกัน หมายถึง ชีวิตชุมชนสะท้อนออกมาถึงภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิตอย่างมีเอกภาพเหมือนสามมุมของรูปสามาเหลี่ยม ภูมิปัญญาจึงเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิตของคนไทย ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยแผนภาพดังนี้

 

 

 

          จากแผนภาพข้างต้น จะเห็นได้ว่า ลักษณะภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จะแสดงออกมาในลักษณะภูมิปัญญาในการดำเนินวิถีชีวิตขั้นพื้นฐานด้านปัจจัยสี่ ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ตลอดทั้งการประกอบอาชีพต่าง ๆ เป็นต้น

                ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอื่นในสังคม จะแสดงออกมาในลักษณะจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและนันทนาการ ภาษาและวรรณกรรม ตลอดทั้งการสื่อสารต่าง ๆ เป็นต้น

                ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติจะแสดงออกมาในลักษณะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศาสนา ความเชื่อต่าง ๆ เป็นต้น

 

 

 

 

คุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาไทย

          คุณค่าของภูมิปัญญาไทย  ได้แก่ ประโยชน์และความสำคัญของภูมิปัญญา ที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์และสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจ ที่จะร่วมแรงร่วมใจสืบสานต่อไปในอนาคต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม ประเพณีไทย การมีน้ำใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เป็นต้น ภูมิปัญญาไทยจึงมีคุณค่าและความสำคัญดังนี้

         

การส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

          เนื่องจากภูมิปัญญาไทยมีความสำคัญดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ดำรงอยู่ เพื่อเป็นฐานความรู้ในการผสมผสานกับวิทยาการสากล ดังนี้

          ๑. ประเทศยกย่อง “ครูภูมิปัญญาไทย” ให้สามารถทำการถ่ายทอด และพัฒนาผลงานของตนได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ โดยจัดระบบเกื้อหนุนและส่งเสริมกระบวนการถ่ายทอด ที่ท่านเหล่านี้ดำเนินการอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และเชื่อมโยงกระบวนการถ่ายทอดของท่าน เข้ากับกระบวนการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน โดยอาจจัดระบบการเทียบโอนหน่วยกิต การเทียบวุฒิเทียบตำแหน่ง เพื่อให้เกิดการลื่นไหลระหว่างความรู้ ผสานเข้าด้วยกันเป็นระบบการศึกษาที่เป็นหนึ่งเดียว

          ๒. จัดให้มีศูนย์ภูมิปัญญาไทย ซึ่งแนวคิดนี้ต้องการให้มีแหล่งสำหรับการเรียนรู้ภูมิปัญญาของชุมชนนั้น ๆ เกิดขึ้น อาจเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่น บ้านของผู้ทรงภูมิปัญญา วัด ศาลาของหมู่บ้าน เวทีชาวบ้าน เป็นต้น เพียงแต่เข้าไปช่วยเสริมเพื่อให้สามารถใช้สถานที่นั้น ๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญาคู่กับสถานศึกษาในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          ๓. จัดตั้งสภาภูมิปัญญาไทย เนื่องจากลักษณะภูมิปัญญาไทยมีความหลากหลายสมดุลกันเป็นองค์รวม หากนำเรื่องภูมิปัญญาไทยเข้าไปไว้ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือกรมใดกรมหนึ่ง นโยบายของกระทรวงและกรมนั้น จะเป็นตัวกำหนดกรอบของภูมิปัญญาไทยให้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง เช่น หากนำภูมิปัญญาไทยไปไว้ในกระทรวงศึกษาธิการ ประเด็นที่จะถูกยกขึ้นมาพิจารณา คือ ภูมิปัญญาไทยนั้นต้องเป็นเรื่องของการศึกษาเท่านั้น จึงจะได้รับการส่งเสริมและวิธีการส่งเสริมทางหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้สูงคือ การนำภูมิปัญญาไทยไปบรรจุไว้ในโรงเรียน ซึ่งจะขัดกับลักษณะของภุมิปัญญาไทยที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับภูมิปัญญาไทยแต่ละเรื่องเท่านั้น หากเปลี่ยนสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยก็จะไม่เกิด จึงสมควรให้มีสภาภูมิปัญญาไทย เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาของผู้ทรงภูมิปัญญา

         

 

 

 

 

. จัดตั้งกองทุนส่งเสริมภูมิปัญญาไทย ด้วยความจำกัดของระบบการจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาล ที่มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและระยะเวลา รวมทั้งสภาวการณ์ของประเทศมาเป็นตัวตัดสินว่า โครงการ/งานใดควรได้รับงบประมาณเท่าใด และจะได้รับเงินในปีถัดไปหรือไม่ ทำให้การดำเนินงานส่งเสริมภูมิปัญญาไทยซึ่งต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาและสร้างสรรค์ความรู้ใหม่จากฐานภูมิปัญญาเดิม ต้องอาศัยระยะเวลานาน ไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนว่าต้องใช้ระยะเวลานาน ไม่อาจกำหนดได้ชัดเจนว่าต้องใช้ระยะเวลากี่ปีจึงแล้วเสร็จ การกำหนดงบประมาณเป็นรายปี จึงเป็นมูลเหตุขัดขวางการพัฒนาและการส่งเสริมภูมิปัญญาของชาติด้วยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน

          ๕. การคุ้มครองลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาไทย เพื่อให้ภูมิปัญญาไทยอันเป็นมรดกทางปัญญาของแผ่นดินได้อยู่คู่กับคนไทย เป็นทุนทางปัญญาในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมการสงวนและรักษามรดกทางภูมิปัญญาดังกล่าวจึงต้องมีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางภูมิปัญญาเกิดขึ้น เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ในท้องถิ่นและประเทศชาติ ลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาไทยนี้จึงเปรียบเสมือนระบบคุ้มกันและส่งเสริมปัญญาของชาติ

          ๖. ตั้งสถาบันแห่งชาติว่าด้วยภูมิปัญญาและการศึกษาไทย เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและเผยแพร่ภูมิปัญญาไทย การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญมากในการทำงานต่อภาพพจน์และสถานภาพของบุคคล หน่วยงาน/องค์กร/สถาบันต่าง ๆ การส่งเสริมภูมิปัญญาไทยนั้นยิ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลไกสำคัญในการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย คือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ การสร้างจิตสำนึก และเห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาไทย การพัฒนาให้บุคคลต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งสามด้าน (ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม) จำเป็นต้องอาศัยการให้การศึกษาในทุกรูปแบบ นั่นคือ การสร้างสังคมของผู้รับให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ภูมิปัญญาในเรื่องหนึ่ง ๆ ให้เกิดขึ้นจนผู้นั้นสามารถไปเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ภูมิปัญญาที่กว้างขึ้น ทั้งในส่วนของการขยายพื้นที่เรียนรู้ และขยายเรื่องที่เรียนรู้ไปสู่การเรียนรู้ในทุกเรื่อง ทุกเวลา ทุกสถานที่ จนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่น และประเทศ

          ๗. การประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงภูมิปัญญาไทยทั้งในระดับชาติและระดับโลก 

          ระดับชาติ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนหลายองค์กร ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงภูมิปัญญาไทย ในรูปแบบที่หลากหลายประจำปีอย่างต่อเนื่อง เช่น ศิลปินแห่งชาติผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม คนดีศรีสังคม เป็นต้น มีผลทำให้ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยมีขวัญและกำลังใจ ที่จะเผยแพร่และถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

               

 

เงา...เหงา (Shadow)

posted on 24 Jul 2011 13:57 by mynameistap
 

"ประกาศปิดกองกันไปเรียบร้อยแล้ว กับการถ่ายภาพยนต์สั้นเรื่องแรกของพวกเราทีมเด็กศรี ร่วมกับคณะกรรมการนักเรียน 2554"


กำกับ และเขียนบท โดย อ.เกรียงไกร หรือ อ.โอ ..ครูโอ

 
 

เปิดกองถ่ายไปกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังฝึกซ้อม ตัวละครมานานแสนนาน หนังสั้นเรื่องแรกก็ได้ ฤกษ์ เปิดกล้องกันสักที วันนี้ 20/6/54

อ.โอ ผู้กำกับ และ เขียนบท

งานนี้ได้ ผู้กำกับและเขียนบทชั้นเซียนอย่าง อ.โอ จาก กลุ่มบริหารกิจการนักเรียน และนักแสดงฝีมือแนวหน้าคับแก้วจาก สภาและคณะกรรมการนักเรียน นำทีมมาโดย พี่พ้อยท์ ประธานสภา และ พี่ไอซ์ ประธานนักเรียน ปีการศึกษา 2554 และเหล่านักแสดงนำ จากคณะกรรมการนักเรียน กว่าครึ่งคณะ อาที พี่ตูน พี่พลอย... และอีกมากมายที่เข้ามารับบทในหนังสั้นเรื่องเยี่ยมแห่งปี

 

พี่ไอซ์

พี่ตูน

ร่วมผนึกกำลังโดยเด็กศรีทีวี นำทีมโดย ผู้ช่วยผู้กำกับและทีมตัดต่อ นำทีมโดย พี่บอย ประธาน กลุ่มเครือข่าย Deksri และ BBS กับ พี่แท๊ป รองประธานนักเรียนและหัวหน้าช่องเด็กศรี นำทีมกล้อง โดย พี่โฮป ตากล้องมือทอง และพี่เต้ รองประธานสภา

พี่บอย

 

ซ้าย พี่แท๊ป  ขวา พี่พลอย

ออแกไนเซอร์จัดแสงและแต่งหน้า จากหมอน้อย นำทีมโดย พี่ตุ๋ม ประธานชมรม53 และ พี่ฟิวส์ 

ทีมแต่งหน้า

เงา...เหงา (Shadow)

คือ หนังสั้น รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้รู้ถึงโทษ พิษภัย ผลกระทบ ต่างๆจากยาเสพติด อีกทั้งยังได้แสดงออกถึงแง่มุมที่ต่างออกไปของแต่ละตัวละคร ปัญหารักๆในวัยเรียน ปัญหาครอบครัวแตกแยก รวมไปถึงปัญหาที่ทำให้เยาวชนหันมาเสพยา  !!!  หนังเรื่องนี้คือที่สุดของที่สุด!!!!~~

 

วันนี้เอาภาพ บรรยากาศมาให้ชมกัน และ ครั้งหน้า สัญญาว่าจะเอาคำโปรย มาบรรยายให้อ่านแน่นอนครับ 

 

ซีนที่ 5 เทคที่ 2 กล้องพร้อมไฟพร้อม นักแสดงพร้อม  3 2 1 แอ๊กชั่น 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



60th Sriayudhya Memorial

posted on 24 Jul 2011 13:53 by mynameistap
 
โครงการ สารคดี ๖๐ปี ศรีอยุธยาฯ
นำเสนอเรื่องราว
ประวัติโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ
ข้อมูลต่างๆ 
จัดทำโดยกลุ่มอาสาอิสระ Deksri 
พิธีกร : ธีรดนย์ สืบนาวิน
บทโทรทัศน์
-วีรศักดิ์ พันพยัคฆ์ 
- ศุภกฤต โพธิ์วรสุนทร
ออกแบบงานสร้าง
-วีรศักดิ์ พันพยัคฆ์
-ทิพย์วรรณ กฤษณ์รุ่งโรจน์
-วิภาวี ผุยนวล
-ศุภกฤต โพธิ์วรสุนทร
-ศักดิธัช อิทธิพิสิฐ
กล้อง 
-วงศธร เกาไศยนันท์
-ศุภกฤต โพธิ์วรสุนทร
-กฤษณะ วงศ์วัฒนพงษ์
-อำนาจ ตาสุวรรณ
บันทึกเสียง
-วัชรพงศ์ อินทร์ภักดี
-สหรัฐ เดชอุปการ
ลำดับภาพ
-อานนท์ บำรุงศิริ
-รุ้งนภา ชานิกรประดิษฐ์
ตัดต่อ Editor CG
-วีรศักดิ์ พันพยักฆ์
-ศุภกฤต โพธิ์วรสุนทร
-ชัชชายแก้วกัลยา
ประสานงาน 
-กาย วงศ์เงิน
-ภูมพล บัวทอง
-ศุภณัฐ สุคันธาพฤกษ์
ที่ปรึกษาการผลิต
-อ.ใจเด็ด หวานชะเอม
-อ.พรทิพย์ หนูนิมิตร
สถานที่ถ่ายทำ 
โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ
คณะกรรมการ
พิจารณาผังรายการและออกอากาศ
ดำเนินการผลิต
-ศุภกฤต โพธิ์วรสุนทร
อำนวยการผลิต
-วีรศักดิ์ พันพยัคฆ์
ผู้สนับสนุนหลัก
-ฝ่ายโสตทัศนศึกษา
-คณะกรรมการหนังสือรุ่นปีการศึกษา 2552 "ธีรวชิรา"
-คณะกรรมการนักเรียนปีการศึกษา 2553
-กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
สถานที่หลักในการดำเนินการโครงการ
-ห้องพยาบาล/ห้องสุขภาพพื้นฐาน...สู่การพึ่งพาตนเอง(งานอนามัย)
งบประมาณ
-มูลนิธิกระจกเงา
-มูลนิธิสยามกัมมาจล

วัฒนธรรม

posted on 24 Jul 2011 11:02 by mynameistap

วัฒนธรรม 

โดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน

วัฒนธรรมส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผ่าน ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตร์ แม้บางครั้งอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคือเรื่องที่ว่าด้วยการบริโภคและสินค้าบริโภค เช่น วัฒนธรรมระดับสูงวัฒนธรรมระดับต่ำ วัฒนธรรมพื้นบ้าน หรือวัฒนธรรมนิยม เป็นต้น แต่นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกล่าวถึงวัฒนธรรมว่า มิได้เป็นเพียงสินค้าบริโภค แต่หมายรวมถึงกระบวนการในการผลิตสินค้าและการให้ความหมายแก่สินค้านั้น ๆ ด้วย ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและแนวการปฏิบัติที่ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยู่ด้วยกัน ในสายตาของนักมานุษยวิทยาจึงรวมไปถึงเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์รวมทั้งระบบศีลธรรม

วัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน การสื่อสารมวลชนและศาสนา อีกทั้งระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด

 

ญี่ปุ่น ม.6

posted on 23 Jul 2011 21:47 by mynameistap

Vjk; Unit 18

กริยารูปสามารถ

                 การผันจากกริยารูปดิกฟอร์ม (ผันจากดิกฟอร์มมันง่ายกว่า)

กลุ่มที่ 1– เปลี่ยน うเป็นえ จำง่ายๆว่า อะไรที่ลงท้ายด้วย “。。。える” หรือ

“。。。えます” เป็นกริยารูปสามารถ

เช่น

行く à  行ける

話す à 話せる

กลุ่มที่2 –  เปลี่ยนเสียงえเป็น られる เช่น

見る à 見られる

กลุ่มที่3 – する เป็น できるและ 来る (kuru) เป็น 来られる(korareru)

***********วิธีท่องจำแบบง่ายๆ***********

กริยารูปสามารถ

กลุ่ม1 行く 行ける (จะได้รู้ว่ามันเปลี่ยนจากเสียงอุมาเป็นเอะ)

กลุ่ม2 食べられる

กลุ่ม3 できる 来られる

แล้วอย่าลืม เปลี่ยน をเป็น が

 

สำนวนบอกการเปลี่ยนแปลง

 รูปแบบนี้ใช้เกี่ยวกับพวกเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างอากาศ คุณสมบัติ หรือข้อมูลต่างๆนานา

******จำง่ายๆว่า*******

เปลี่ยน (คำคุณศัพท์) い เป็นくเติมなる

เปลี่ยน (คำคุณศัพท์) なเป็นに เติม なる

หรือใครเทพแล้วก็จำแค่

~く なる

~に なる ก็พอ (ละคุณศัพท์ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

ตัวอย่างประโยคที่ใช้อะไรยาวๆประมาณนี้

寒く なりましたね。

หนาวแล้วเนาะ (ก่อนหน้านี้ยังไม่หนาว แต่ตอนนี้หนาวแล้ว)

来年から大学生に なります。

ตั้งแต่ปีหน้าฉันก็จะเป็นนักศึกษามหาลัย (ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น แต่ปีหน้าจะได้เป็น)

 

 

 

 

 

การเปลี่ยนแปลงที่เป็นพฤติกรรม

    เป็นการเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมหนึ่งไปเป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง (ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุปนิสัย)

*******จำง่ายๆว่า *****

~るように なる。เปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรม

~ないเป็น~なくなる เลิกแล้ว เลิกแล้ว

~えるように なる ทำได้แล้ว ทำได้แล้ว

~えるなく なる ทำไม่ได้แล้ว ทำไม่ได้แล้วว้อยยย (อุบาทว์จริงๆ - -)

ปลาลิง

~る(หมายถึงดิกฟอร์ม) จำไว้นะ ทริคนี้จะอธิบายรอบเดียว****

~ない(รูปไน)

~える(หมายถึงรูปสามารถ)

~えるなく (รูปสามารถ+รูปไน)

ตัวอย่าง

さいきん、めんにとうがらしを入れるようになりました。

ระยะหลังนี้(กลายเป็น)ใส่พริกในก๋วยเตี๋ยวแล้ว (เมื่อก่อนไม่ใส่)

けっこんしてから、じぶんで車をうんてんしなくなりました。

หลังจากแต่งงานก็ไม่ได้ขับรถด้วยตัวเองแล้ว

漢字を読めるようになりました。

อ่านคันจิได้แล้ว((ว้อย)) (เมื่อก่อนอ่านไม่ออก)

******โปรดสังเกต********

รูปบอกความเปลี่ยนแปลงส่วนมากมักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจึงใช้ました แต่ในบางกรณีอย่างกรณีจะเป็นนักศึกษาเป็นเรื่องของอนาคตจึงใช้รูปます อันนี้ขึ้นอยู่กับบริบทซึ่งเป็นหน้าที่เราที่จะต้องพิจารณา(กันเอาเอง...)

 

รูปทำไปพลาง

             รู้ๆกันอยู่แล้วว่ามันโลภ ทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน จับปลาสองมือ บลาๆๆๆ

****จำกันไปให้ง่ายโคดแล้วท่องให้อ.นิตย์นาถฟังไปเลยว่า****

ตัด ます ながら ます

อธิบาย

ตัดมัส หมายถึง รูปมัสแต่ตัดมัสทิ้ง

ส่วนมัสอันสุดท้ายคือเติมมัสปกติ นะจ๊ะ : D

****ส่วนในเรื่องของความหมายเราจะเน้นไปที่กริยาตัวหลังนะจ๊ะ*****

ตัวอย่าง (เอ็กแซมเปิล)

まんがを読みながらごはんを食べます。

กินข้าวไปด้วยอ่านการ์ตูนไปด้วย (เห็นมั้ยว่าเน้นไปที่กินข้าวอยู่นะว้อยยย)

 

まんがを読みながらごはんを食べています。

กำลังกินข้าวแล้วก็อ่านการ์ตูนไปด้วย (เน้นที่กำลังกินข้าวเช่นเคย)

まんがを読みながらごはんを食べましょうか。

มากินข้าวไปด้วยแล้วก็อ่านการ์ตูนไปด้วยกันมั้ย?

(ออกแนวโรคจิตนิดนึงแต่ก็ยังเน้นที่กินข้าวอยู่ดี)

-----------เพื่อนๆจะเห็นได้ว่ามัสตัวหลังจะผันยังไงก็ได้เพราะยังไงๆมันก็ยังคงเป็นรูปมัสอยู่ดี แต่ว่าตัวหน้าห้าม!ผันเป็นอย่างอื่นนิกจากรูปตัดมัสเด็ดขาด แล้วสาเหตุที่เขาผันตัวหลังเป็นรูปนู้นรูปนี้ก็เพื่อไม่ให้ประโยคมันดูจืดชืดจนเกินไป ภาษามันดิ้นได้อยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันยังไงให้เข้ากับสถานการณ์แล้วไม่ผิดหลักไวยากรณ์ต่างหาก อย่าไปคิดมาก มันก็เหมือนๆกับภาษาไทยอ่ะแหละเนาะ-----------

 

การใช้คำช่วย

          *****จำอย่างง่ายสุดชีวิตนะ*****

がประธานในประโยคย่อย

がฝนตกแล้ว(ปรากฏการณ์)

がภัยพิบัติ

がมีคนมา (สภาพ)

がเกิดปัญหา

がเกิดอุบัติเหตุ

สำนวนรู้

知る(shiru) แปลว่า รู้ รู้จัก ไม่ใช่ เข้าใจ เพราะเข้าใจมีเพียงคำเดียวคือ わかる

****วิธีจำที่ช่วยให้เข้าใจแจ่มแจ้งแดงฤทัย****

知っていますか。รู้มั้ย

はい、知っています。รู้สิ (รู้และตอนนี้ยังรู้อยู่)

いいえ、知りません。ไม่รู้ว่ะ

いいえ、知りませんでした。ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ย (มันแปลงี้จริงๆ)

อธิบาย

บรรทัดที่สองหมายความว่ารู้ และตอนนี้ยังรู้อยู่ และยังคงรู้ไปเรื่อยๆ รู้มาตลอด จึงใช้เตะอิมัส

บรรทัดที่สาม คือ ไม่รู้ เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ก็คนมันไม่รู้นี่หว่า) จึงใช้มะเซ็น

บรรทัดที่สี่ คือ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ แต่พอคนพูดพูดขึ้นมาแล้วถามเรา เราถึงได้รู้ จึงใช้

มะเซ็นเดะชิตะ

ง่ายอ่ะดิ เอิ๊กส์ๆ

 

 

 

 

 

Unit 19 (ไมมันเพิ่งถึงนี่เองวะ - -?)

    เพื่อนๆ ยอมรับว่าด้วยความขี้เกียจเกาะตามตัวอันผลสิบเนื่องมาจากอ.นิตย์นาถใช้งาน และนี่เป็นเพียงแค่ย่อเพื่อให้เข้าใจเร็วๆ จึงขอให้วิธีจำและผ่านไปอย่างเร็ว ใครอยากได้อธิบายละเอียดต้องไปเปิดหนังสือจึงจะเหมาะ

~るんですが。。。

~ないんですが、

~なんですが、

~いんですが、

~たいんですが、

อธิบาย

บรรทัดแรก ดิกฟอร์ม บรรทัดสองรูปไน บรรทัดสามคุณศัพท์นะและคำนาม

บรรทัดสี่คุณศัพท์อิ บรรทัดห้ารูปไต

     โดยอึนเดสเติมไว้เพื่อเน้นความรู้สึกโดยประโยคที่ตามมาจะเป็นทั้งชักชวน ขอร้อง ถาม หรือบอกรายละเอียดที่ได้เกริ่นไว้ (ดูตัวอย่างได้ที่หน้า55)

*****เพิ่มเติม*****

คำสุภาพของ ~んですが、คือ ~のですが、เพราะข้อสอบจารย์นิตย์นาถมักออกในสิ่งที่ไม่ได้สอนอยู่แล้ว - -+ (แล้วจะติวกันทำไมล่ะเพื่อนเอย)

 

 

การใช้รูปたい

****จำอย่างง่ายและอย่างไวเลยว่า****

ตัด ます เติม たい (เชื่อว่าทุกคนได้หมดแล้วอันนี้ งั้นผ่าน)

 

การใช้たらいい

*****จำง่ายๆตามเคย*****

~たらいい ส่วนจะเติมเดสหรือเดสก๋าก็เรื่องของคนใช้แล้ว

ง่ายๆ แค่ผันกริยาทุกตัวให้เป็นた ซึ่งたらいいแปลตรงตัวเลยคือ ทำ...ถึงจะดี

เพิ่มเติม

*******たらいいต่างกับ たほうが いいมาก เพราะ たらいい เป็นเพียงคำแนะนำ ซึ่งผู้ฟังจะทำหรือไม่ทำก็ได้ แต่ たほうが いい เป็นคำแนะนำที่มีความหมายบังคับอยู่ในตัวว่า “แกต้องทำแบบนี้ถึงจะดี” ซึ่งตะโฮ่กะอี้เป็นประโยคที่อันตรายมาก ใช้สุ่มสี่สุ่มแปดไม่ได้***********

 

การใช้なら

なら แปลว่า ถ้า......ล่ะก็ เป็นการยกเรื่องที่คู่สนทนาพูดไปแล้วมาพูดอีกรอบ

ซึ่งวิธีใช้ก็แค่เอาไปต่อท้าย แค่นั้น (เป็นไวยากรณ์ที่น่ารักจริงๆ)

 

 

การใช้เพื่อ (เป็นไวยากรณ์ที่เกลียดสุดชีวิต)

******จำง่ายสุดชีวิต สุดฤทธิ์สุดเดช (ใหม่ เจริญปุระ)ว่า******

~るために、+ ประโยค

N. のために、+ ประโยค แปลว่า ทำสิ่งนั้นเพื่อสิ่งนี้

****โดยที่ためにจะไม่ใช้กับรูปないเด็ดขาด เพราะ ない จะใช้กับรูป   ように (~ないように、แปลว่า เพื่อที่จะไม่....)*****

 

การใช้รูปเตรียมไว้

****จำๆ****

~ておきます。เตรียมไว้

วิธีใช้ก็แค่ผันกริยาให้เป็นรูปてเท่านั้น : D

 

แล้วและยัง

***จำให้ได้โล่***

もう + บอกเล่า คือ แล้ว

まだ + ปฏิเสธ คือ ยัง

แต่

まだ + บอกเล่า แปลว่า ยังคงกระทำสิ่งนั้นอยู่ (มีความหมายเป็นบอกเล่านะจ๊ะ)

รายละเอียดเล็กน้อยในบทที่19

จำนวนคน + で เป็นการบอกจำนวนว่าทำอะไรกันกี่คน (อย่าคิดลึกนะมิวเสียกกก)

กรรมตรงใช้ をกรรมรองใช้に ตรงของ รองคน (เพลงคุ้นๆนะ)

 

เรียกว่า...

****จำง่ายสุดขีด****

N1 というN2 คือ นาม2 เรียกว่า นาม1 (กรุณาอ่านให้คล้องจองกัน)

แถมตัวอย่างให้เพราะเพลงที่ฟังอยู่มันเพราะ : D

JJさんというかわいい人から 電話が あります。

คนน่ารักที่ชื่อเจเจโทรมา กร๊ากกก (หลบสากกระเบือและเรือรบ)

 

 

 

 

 

 

 

 

Unit 20

การผันรูปธรรมดาดูได้จากหน้า80-81 นะจ๊ะ (ดูในนั้นง่ายกว่า)

การถ่ายทอดข้อมูล

****จำง่ายแสนง่าย****

~と言っていました。พูดว่า...

~と書いていました。เขียนว่า...

~と読んでいました。อ่านว่า...

ยกมาทั้งดุ้นต้องใส่วงเล็บ

~ると言っていました。พูดว่า...

~ると書いていました。เขียนว่า...

~ると読んでいました。

ทำเป็นดิกฟอร์ม ยกมาโดยอ้อมไม่ใส่วงเล็บ (บทท่องอันนี้ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย - - )

อธิบายเพิ่มเติม

   ประโยคด้านบนเป็นการกล่าวถึงคำพูดโดยตรง โดยเราจะนำประโยคที่กล่าวถึงมาทั้งดุ้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขใดๆทั้งสิ้น และต้องใส่วงเล็บไว้ที่ประโยคที่เรายกมาด้วย

   ส่วนประโยคด้านล่างเป็นการกล่าวถึงคำพูดหรือข้อมูลโดยอ้อมจึงไม่มีวงเล็บ แต่เราต้องผันกริยาเป็นดิกฟอร์มแทน

***จำง่ายกว่าเดิมคือ***

กล่าวโดยตรงต้องใส่วงเล็บ กล่าวโดยอ้อมเปลี่ยนวงเล็บเป็นดิกฟอร์ม

การเกิดขึ้นของเหตุการณ์

สถานที่ でN.が ある

     เป็นการบอกเล่าสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งสถานที่ที่ใช้คำช่วยเดะ จะต้องมีเแอคชันนามตามที่อ.บอก (อย่าไปเอ่ยถึงชื่อเขามากนัก - -)

***วิธีจำ***

かいぎ しけん かじ じこ じしん สถานที่ต้องใช้で

ตามด้วย が あります。

โดย

かいぎ คือ การประชุม

しけんคือ การสอบ

かじคือ ไฟไหม้

じこคือ อุบัติเหตุ

じしんคือ แผ่นดินไหว

ที่จริงมันมีคำนามมากกว่านี้ แต่ยกมาเพราะมันมักจะออกบ่อยๆ ให้จำง่ายๆว่าพวกแอคชันนามก็พวกคำนามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติหรืออุบัติภัยทั้งหลายแม้กระทั่งการแข่งขันต่างๆ

 

 

 

การใช้かどうか

     เรื่องนี้กล้าพูดได้เต็มปากว่ายากมาก แต่เราก็ยังจะสู้ไม่ถอย (จะเน้นให้แล้วกัน)

Q.W. + plain form + か + わかる

เช่น

出口がどこにあるか、わかりますか。

รู้มั้ยว่าทางออกอยู่ที่ไหน

Plain form + かどうか + わかる

เช่น

このりょうりはおいしいかどうかわかりません。

ไม่รู้ว่าอาหารนี้อร่อยหรือเปล่า

***จำอย่างง่ายที่สุด***

มี Question Word ใส่ か ไม่มีเติม かどうか (อันนี้เครดิตพี่โฮม)

 

ตั้ง...

     เรื่องนี้ง่ายโคดเพียงแค่เติมคำว่า もหลังคำแสดงจำนวน ก็จะแปลว่า ตั้ง....

เช่น 3時間も まっていました。รออยู่ตั้ง3ชม. (รอเมื่อวานนี้เลยใช้มะชิตะ)

***จำง่ายๆ***

จำนวนตามด้วยもแปลว่า ตั้ง

เพิ่มเติม

何…..も แปลว่า ตั้งหลาย

เช่น

何げんも แปลว่า ตั้งหลายร้าน

 

(สุดท้ายแล้ววว) การใช้คำว่าหรือ

   อันนี้ง่ายบรมกล้วยเลย รูปแบบแค่ N. かN. โดยที่ かแปลว่า หรือ

ไวยากรณ์อันนี้ไม่มีอะไรเลย เพียงแค่เอาคะไปคั่นระหว่างคำนามที่เราจะเอามาให้เลือกเฉยๆ

***จำอย่างง่าย***

A かB คือ A หรือ B

 

--------------จบแล้วววว อะเมซซิ่งงงงงง ชะวิ้งวับ-------------

สู้เขาทุกคน : D

 By OTaku

edit @ 23 Jul 2011 21:54:36 by Tapppov34919


รายการที่นี่ในรั้วตะแบก เดิม พัฒนามาจาก
รายการ ที่นี่เรือนตะแบก ในช่วง GoodBye my senior 2552
แล้ว เปลี่ยนชื่อ มาเป็นรายการ ที่นี่ตะแบก แต่ด้วยความซ้ำซ้อนของชื่อ ท่าน อ.รัชนี จึงแนะนำชื่อใหม่ นามว่า ที่นี่ในรั้วตะแบก ถูกใช้ครั้งแรก ในงาน ปฐมนิเทศ ปี 2553  แล้วยังคงชื่อนี้มาตั้งแต่นั้น

รายละเอียดรายการ
เป็นรายการ ประเภท สารคดี สารประโยชน์
เป็นรายการทั่วไป เหมาะกับผู้ชมทุกวัย

พิธีกร รายการเดิม รวมพิธีกรทั้งหมด 20 ท่าน ผลัดกันดำเนินรายการ ได้แก่
ฟิวส์ โบว์ พี่บอย พี่เฟิร์น พี่แนน แทน พี่เอิร์ก พี่อาร์ต แท๊ป พี่แอล ไอซ์ ดิ๊ง แวว พี่เม่น พี่หมิง เอิร์ท ตุ๊ก อ.โอ ป๊อป  ฯลฯ

พิธีกรบรรจุใหม่ ได้แก่ เต้ โฮป กาย นัด โจ้ แตงโม เอ(ช) เอ(ญ) บีม แต๊ง เป้ บัว มะปราง ฯลฯ

แขกรับเชิญในรายการ และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
ช่วงรายการที่นี่เรือนตะแบก ไม่มีแขกรับเชิญ เนื่องจากใช้ชื่อนี้ เพื่อ งาน GoodBye my senior เท่านั้น
ช่วงรายการที่นี่ตะแบก มีกิจกรรม 2 กิจกรรม
1. ค่ายอบรมเยาวชน (รามา)
2. รองประธานนักเรียนโรงเรียน โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา และคณะ รวม 3 ท่าน 
พิธีกร รายการในวันนั้นได้แก่ โบว์ ฟิวส์

ช่วงรายการที่นี่ในรั้วตะแบก
ช่วงรายการนี้ใช้ ในงานแรกปฐมนิเทศ ได้นำเทคโนโลยีใหม่ คือการทำกรีนสกรีน เข้ามาใช้เพื่อ สร้าง สตูดิโอ 3D ออกอากาศครั้งแรกในงานปฐมนิเทศ แต่รายการยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดเวลาและ อุปกรณ์ไม่อำนวย

โดยออกอากาศเต็มรูปแบบครั้งแรกใน www.youtube.com/tapppov34919 

การผลิตรายการยังคงดำเนินต่อไป ในการบันทึกเหตุการณ์ ต่างๆของโรงเรียน ตลอด 1 เทอมที่ผ่านมา ได้แก่ การหาเสียงเลือกตั้งประธานสี

หลังจากนั้น ได้มีการตั้งชื่อกลุ่มใหม่ ชื่อว่า Deksri 2010 (โดยทีมคณะจัดทำ จะดำเนินการจดลิขสิทธิ์เพิ่มเปิดบริษัท BBS มีระบบจัดการองค์กรเป็นระบบของตัวเอง ...อยู่ในขั้นการรวมองค์กร) เพื่อใช้เรียกทีมจัดทำรายการ ครั้งแรก ในงานบูรณาการ 2553 ได้มีพิธีกรรับเชิญพิเศษ คือ อ.โอ หรือ อ.เกรียงไกร เข้ามาเป็นพิธีกรร่วมกัน ตุ๊กพิธีกรประจำช่วง แต่วีดีโอที่ถูกบันทึกไว้นั้น เกิดปัญหาขึ้นในหลายจุด เพราะอุปรณ์ที่ใช้บันทึกนั้น ยังใหม่อยู่ยังไม่มีความชำนาญ

หลังจากนั้นทีมถ่ายทำ ยังคงบันทึกวีดีโอ ในงาน SRi AYUDHYA iDOL 2010

และในเดือนกันยายน ได้มีการสร้างเครือข่ายใหม่ขึ้น โดยการรวม ทีมงาน Deksri กับเครือข่ายใหม่ ฆฤณ 53 และ ชมรมหมอน้อย ทำให้เราได้เพิ่ม ทีมพิธีกร ขึ้นใหม่อีกทีม และได้เปิดเว๊บไซด์ ชื่อว่า www.deksri.co.cc ขึ้น โดยทีม Webmaster พี่บอย

นอกจากนี้ ยังมี Project ต่างๆ เช่น วีดีทัศน์ 60 ปี ศรีอยุธยาฯ
MV อยากให้บ้านเราเป็นเหมือนเดิม (อยู่ในระหว่าง การจัดทำดนตรี)

ทีมวิทยากร ที่ให้การสนับสนุน
1. พี่ แม๊ก ยงพฤกษา
2. พี่ๆ จากมูลนิธิกระจกเงา

นอกจาก รายการที่นี่ในรั้วตะแบกจะเป็นรายการขนาดใหญ่มากๆแล้ว ในตอนนี้ กำลังจัดตั้งรายการใหม่ เพิ่มขึ้นอีก ได้แก่ เด็กศรีเดลี่บันเทิง เด็กศรีพลเมืองมด

รายละเอียดรายการใหม่ 
รายการเด็กศรีเดลี่บันเทิง เป็นรายการ บันเทิงล้วนๆ ดำเนินรายการโดย ฟิวส์ ดีเจ จาก เสียงตามสายช่วงวันจันทร์ และดีเจประจำคลื่นวิทยุชื่อดัง

รายการเด็กศรีพลเมืองมด เป็นรายการที่นำเสนอ บุคคลที่เด่นดัง ในโรงเรียน และ ที่เกี่ยวกับ จิตอาสา ทั้งในและนอกโรงเรียน หรือ กิจกรรมที่มี นักเรียน ศรีอยุธยาเข้าร่วมในกิจกรรมนั้นๆ รับผิดชอบ รายการโดยตรงโดย แท๊ป
พิธีกรหลัก นัด(ทิว) แตงโม แท๊ป  
พิธีกรรับเชิญ พี่เฟิร์น

รายการต่างๆในอนาคต ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ เด็กศรีสปอร์ตเดลี่ เด็กศรีเกมส์แลนด์ เด็กศรีข่าว60วินาที เด็กศรีสัญจร
เด็กศรีทีวี180องศา(แทน)  คุยแบบสมองโล่ง(กาย) รายการชิมช๊อปเที่ยว(โฮป) อโรคา ปาร์ตี้ (เต้) เด็กศรีเกิดมาคุย (บีม) solve180องศา หรือ เด็กศรีวิธีทำ (เอ.ช.)

โดยจะเริ่มทดลองออกอากาศ โดยการแทรกลงไปในรายการหลัก คือ ที่นี่ในรั้วตะแบก

แต่รายการนี้ อาจจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น
รายการ ที่นี่สถานนีเด็กศรี เร็วๆนี้

สัญลักษณ์รายการโดย พี่บอย
เนื้อหาบทความโดย Tapppov34919 (แท๊ป)

รายงาน
 

edit @ 4 Oct 2010 10:19:20 by Tapppov34919

edit @ 5 Oct 2010 17:59:42 by Tapppov34919